| โฉมอำพันมาลาน้ำตาไหล | เห็นชาวในพระสนมมาคับคั่ง |
| ค่อยหยุดยืนฝืนองค์ทรงประทัง | เหลียวมาสั่งสาวสวรรค์กำนัลใน |
| จงปกป้องครองกันเป็นผาสุก | อย่ามีทุกข์เศร้าสร้อยละห้อยไห้ |
| เรามีกรรมจำลาเจ้าคลาไคล | หักพระทัยออกจากทวารา |
| |
สมมุติวงศ์ทรงนามท้าวสุทัศน์ อันกรุงไกรใหญ่ยาวสิบเก้าโยชน์ สะพรึบพร้อมไพร่ฟ้าประชาชี มีเอกองค์นงลักษณ์อัครราช สนมนางแสนสุรางคนิกร มีโอรสสององค์ล้วนทรงลักษณ์ ชื่ออภัยมณีเป็นพี่ยา อันกุมารศรีสุวรรณนั้นเป็นน้อง พึ่งโสกันต์ชันษาสิบสามปี สมเด็จท้าวบิตุรงค์ดำรงราชย์ จะเสกสองครองสมบัติขัตติยา จึงดำรัสตรัสเรียกโอรสราช พ่อจะแจ้งเจ้าจงจำคำโบราณ ย่อมพากเพียรเรียนไสยศาสตร์เวท ได้ป้องกันอันตรายนครา พระลูกรักจักสืบวงศ์กษัตริย์ หาทิศาปาโมกข์ชำนาญชาญ |
๏
แต่ปางหลังยังมีกรุงกษัตริย์ ผ่านสมบัติรัตนานามธานี ภูเขาโขดเป็นกำแพงบูรีศรี ชาวบุรีหรรษาสถาวร พระนางนาฏนามปทุมเกสร ดังกินนรน่ารักลักขณา ประไพพักตร์เพียงเทพเลขา พึ่งแรกรุ่นชันษาสิบห้าปี เนื้อดังทองนพคุณจำรุญศรี พระชนนีรักใคร่ดังนัยนา แสนสวาทลูกน้อยเสน่หา แต่วิชาสิ่งใดไม่ชำนาญ มาริมอาสน์แท่นสุวรรณแล้วบรรหาร อันชายชาญเชื้อกษัตริย์ขัตติยา สิ่งวิเศษสืบเสาะแสวงหา ตามกษัตริย์ขัตติยาอย่างโบราณ จงรีบรัดเสาะแสวงแห่งสถาน เป็นอาจารย์พากเพียรเรียนวิชาฯ |
| |
๏
บัดนั้นพี่น้องสองกษัตริย์ จึงทูลความตามจิตเจตนา หวังแสวงไปตำแหน่งสำนักปราชญ์ ก็สมจิตเหมือนลูกคิดทุกคืนวัน แล้วก้มกราบบิตุราชมาตุรงค์ จะเดินทางกลางป่าพนาดอน จะพูดจาสารพัดบำหยัดยั้ง แม้นหลับนอนผ่อนพ้นที่ภัยพาล พระพี่น้องสององค์ทรงสดับ พระเชษฐาบัญชาชวนน้องชาย แล้วแต่งองค์สอดทรงเครื่องกษัตริย์ แล้วลีลามาสถิตบนแท่นทอง จึงชวนกันจรจรัลจากสถาน ศศิธรจรแจ้งกระจ่างตา |
ประนมหัตถ์อภิวันท์ด้วยหรรษา ลูกคิดมาจะประมาณก็นานครัน ซึ่งรู้ศาสตราเวทวิเศษขยัน พอแสงจันทร์แจ่มฟ้าจะลาจร ทั้งสององค์ลูบหลังแล้วสั่งสอน จงผันผ่อนตรึกจำคำโบราณ จนลุกนั่งน้ำท่ากระยาหาร อดบันดาลโกรธขึ้งจึงสบาย เคารพรับบังคมด้วยสมหมาย มาสรงสายสาคเรศบนเตียงรอง เนาวรัตน์เรืองศรีไม่มีสอง จนย่ำฆ้องสุริยนสนธยา ออกทวารเบื้องบูรพทิศา ทั้งสองราเดินเรียงมาเคียงกันฯ |
| |
๏
ล่วงตำบลชนบทไปหลายบ้าน เสียงเสือกวางกลางเนินพนมวัน จนแสงทองรองเรืองอร่ามฟ้า คณานกเริงร้องคะนองไพร ทั้งสององค์เหนื่อยอ่อนเข้าผ่อนพัก ครั้นหายเหนื่อยเมื่อยล้าอุตส่าห์เดิน บ้างผลิดอกออกผลพวงระย้า พระอภัยมณีศรีสุวรรณ พระพี่เก็บกาหลงส่งให้น้อง พระน้องเก็บมะลุลีให้พี่ยา เห็นมะม่วงพวงผลพึ่งสุกห่าม อร่อยหวานปานเปรียบรสนมเนย ครั้นสิ้นแสงสุริยาทิพากร ทั้งสองแสนเหนื่อยยากลำบากองค์ พระเชษฐาอาลัยถึงไอศวรรย์ น้องคะนึงถึงพี่เลี้ยงแลนางนม |
เข้าดอนด่านแดนไพรพอไก่ขัน ให้หวั่นหวั่นวังเวงหวาดฤทัย พระสุริยาเยื้องเยี่ยมเหลี่ยมไศล เสียงเรไรจักจั่นสนั่นเนิน หยุดสำนักลำเนาภูเขาเขิน พิศเพลินมิ่งไม้ในไพรวัน ปีบจำปาสุกรมนมสวรรค์ ต่างชิงกันเก็บพลางตามทางมา เดินประคองเคียงกันด้วยหรรษา ทั้งสองราเดินดมแล้วชมเชย ทำไม้ง่ามน้อยน้อยสอยเสวย อิ่มแล้วเลยล่วงทางมากลางดง สำนักนอนเนินผาป่าระหง บาทบงสุ์บวมบอบระบมตรม กับกำนัลน้อยน้อยนางสนม กับบรมบิตุเรศพระมารดาฯ |
| |
๏ สิบห้าวันดั้นเดินในไพรสณฑ์ เรียกว่าบ้านจันตคามพราหมณ์พฤฒา อาจารย์หนึ่งชำนาญในการยุทธ์ รำกระบองป้องกันกายสกนธ์ อาจารย์หนึ่งชำนาญในการปี่ ผู้ใดฟังวังเวงในวิญญาณ์ อันสองท่านราชครูนั้นอยู่ตึก เป็นข้อความตามมีวิชาการ แม้นผู้ใดใครจะเรียนวิชามั่ง ถ้ามีทองแสนตำลึงมาถึงใจ ๏ วันนั้นพระอภัยมณีศรีสุวรรณ |
ถึงตำบลบ้านหนึ่งใหญ่หนักหนา มีทิศาปาโมกข์อยู่สองคน ถึงอาวุธซัดมาดังห่าฝน รักษาตนมิให้ต้องคมศัสตรา ทั้งดีดสีแสนเสนาะเพราะหนักหนา เคลิ้มนิทราลืมกายดังวายปราณ จดจารึกอักขราไว้หน้าบ้าน แสนชำนาญเลิศลบภพไตร จงอ่านหนังสือแจ้งแถลงไข จึงจะได้ศึกษาวิชาการฯ จรจรัลเข้ามาถึงหน้าบ้าน |
| |
๏ ศรีสุวรรณปัญญาฉลาดแหลม ธำมรงค์เรือนมณีมีราคา พอบูชาอาจารย์เอาต่างทรัพย์ อันตัวน้องนี้จะอยู่ด้วยครูกระบอง ขอพระองค์จงเสด็จไปท้ายบ้าน ครั้นเสร็จสมปรารถนาไม่ช้าที พระอภัยได้คิดถึงคำน้อง เข้าหยุดยั้งสั่งเสียกันเสร็จการ ศรีสุวรรณกุมารชาญฉลาด เห็นภูมิฐานเคหาโอฬารึก มองเขม้นเห็นพราหมณ์พฤฒาเฒ่า ดูรูปร่างอย่างเยี่ยงพระโยคี ก็แจ้งว่าอาจารย์เจ้าของตึก กระทั่งไอให้เสียงเป็นแยบคาย ๏ ฝ่ายพราหมณ์พรหมโบราณอาจารย์เฒ่า ๏ หน่อกษัตริย์ขัตติย์วงศ์ทรงสดับ |
จึงยิ้มแย้มเยื้อนตอบพระเชษฐา จะคิดค่าควรแสนตำลึงทอง เห็นจะรับสอนสั่งเราทั้งสอง หัดให้คล่องเชี่ยวชาญชำนาญดี อยู่ศึกษาอาจารย์ข้างดีดสี จะตามพี่ไปหาที่อาจารย์ ต่างยิ้มย่อมปรีดิ์เปรมเกษมศานต์ กลับไปหาอาจารย์ดังใจนึก ยุรยาตรเยื้องย่างมาข้างตึก ทั้งที่ฝึกสอนสานุศิษย์มี กระหมวดเกล้าเอนหลังนั่งเก้าอี้ กระบองสี่ศอกวางไว้ข้างกาย เห็นสมนึกเหมือนจิตที่คิดหมาย แล้วก้มกายเข้าไปหาท่านอาจารย์ฯ เป็นพงศ์เผ่าพฤฒามหาศาล น้อมคำนับเล่าแจ้งแถลงไข |
| |
๏ ฝ่ายเชษฐามาถึงที่ท้ายบ้าน เอาธำมรงค์ทรงนิ้วดัชนี ๏ ฝ่ายครูเฒ่าพินทพราหมณ์รามราช ๏ หน่อกษัตริย์โสมนัสด้วยสมนึก ๏ ฝ่ายว่านฤบดีศรีสุวรรณ |
ก็เข้าหาอาจารย์ที่ดีดสี ให้พราหมณ์ตีค่าแสนตำลึงทองฯ แสนสวาทรักใคร่มิได้หมอง จดจารึกคำท่านอาจารย์สอน ก็เข้มข้นกลศึกที่ฝึกฝน |
| |
๏ กรุงกษัตริย์สุริย์วงศ์พระทรงยศ เรียกมานั่งข้างแท่นทองประไพ หนึ่งพี่น้องสองเสาะแสวงหา หรือปลอดเปล่าเล่าให้บิดาฟัง ๏ พระพี่น้องสององค์ทรงสวัสดิ์ ๏ ท้าวสุทัศน์ฟังอรรถโอรสราช ๏ แสนสงสารพี่น้องสองกษัตริย์ |
เห็นโอรสยินดีจะมีไหน แล้วถามไถ่ทุกข์ยากเมื่อจากวัง ได้วิชาเสร็จสมอารมณ์หวัง พ่อนี้นั่งคอยท่าทุกราตรีฯ ประสานหัตถ์น้อมประณตบทศรี บรมนาถขัดข้องให้หมองศรี บิดาตรัสโกรธาไม่ปราศรัย |
| |
๏ พระเชษฐาว่ากรรมแล้วน้องเอ๋ย มิทันสั่งอำมาตย์ญาติวงศ์ พระพี่ชายชวนเดินดำเนินหน้า พระออกนอกนคราเข้าป่ารัง อันตัวเราพี่น้องทั้งสองนี้ ทั้งโภชนาอาหารกันดารครัน ๏ พระอนุชาว่าพี่นี้ขี้ขลาด ๏ พระเชษฐาว่าจริงแล้วน้องรัก |
อย่าอยู่เลยเรามาไปไพรระหง ทั้งสององค์ออกจากจังหวัดวัง อนุชาโฉมงามมาตามหลัง ครั้นเหนื่อยนั่งสนทนาปรึกษากัน ไม่มีที่พึ่งใครในไพรสัณฑ์ ยังนับวันก็แต่กายจะวายปราณฯ เป็นชายชาติช้างงาไม่กล้าหาญ เจ้าแหลมหลักตักเตือนสติพี่ |
| |
๏ จะจับบทบุตรพราหมณ์สามมาณพ คนหนึ่งชื่อโมราปรีชาชาย เอาฟางหญ้ามาผูกสำเภาได้ คนหนึ่งมีวิชาชื่อสานน คนหนึ่งนั้นมีนามพราหมณ์วิเชียร ถือธนูสู้ศึกนึกทะนง ธนูนั้นลั่นทีละเจ็ดลูก ล้วนแรกรุ่นร่วมรู้คู่ชีวิต พอแดดร่มลมตกลงชายเขา ออกจากบ้านอ่านมนต์เรียกพระพาย ถึงทะเลแล่นตรงลงในน้ำ มาใกล้ไทรสาขาริมวาริน เห็นพี่น้องสององค์ล้วนทรงโฉม ทอดสมอรอราเภตรายนต์ เข้ามาใกล้ไทรทองสองกษัตริย์ ว่าดูรามาณพทั้งสองนาย หรือเดินดงหลงทางมาต่างบ้าน แม้นไม่มีพี่น้องญาติกา ๏ พระฟังความถามทักเห็นรักใคร่ |
ได้มาพบคบเล่นเป็นสหาย มีแยบคายชำนาญในการกล แล้วแล่นไปในจังหวัดไม่ขัดสน ร้องเรียกฝนลมได้ดังใจจง เที่ยวร่ำเรียนสงครามตามประสงค์ หมายจะปลงชีวาปัจจามิตร หมายให้ถูกที่ตรงไหนก็ไม่ผิด เคยไปเล่นเป็นนิจที่เนินทราย ขึ้นสำเภายนต์ใหญ่ดังใจหมาย แสนสบายบุกป่ามาบนดิน เที่ยวลอยลำเล่นมหาชลาสินธุ์ ก็ได้ยินสุรเสียงสำเนียงคน งามประโลมหลากจิตคิดฉงน ทั้งสามคนขึ้นเดินบนเนินทราย โสมนัสถามไต่ดังใจหมาย เจ้าเพื่อนชายชื่อไรไปไหนมา จงแจ้งการณ์ให้เราฟังที่กังขา เราจะพาไปไว้เรือนเป็นเพื่อนกันฯ จึงขานไขความจริงทุกสิ่งสรรพ์ |
| |
๏ ดรุณพราหมณ์สามคนได้แจ้งอรรถ ประณตนั่งบังคมขออภัย ซึ่งพระองค์สงสัยจึงไต่ถาม ข้าชื่อวิเชียรโมราเจ้าสานน แสวงหาตั้งเพียรเพื่อเรียนรู้ ได้รู้เรียกลมฝนคือคนนั้น ยิงออกไปได้ทีละเจ็ดลูก คนนั้นผูกเรือยนต์แล่นบนดิน ซึ่งองค์พระอนุชาเรียนอาวุธ แต่ดนตรีนี้ดูไม่ชอบกล ดนตรีมีคุณที่ข้อไหน ยังสงสัยในจิตคิดประวิง ๏ พระฟังความพราหมณ์น้อยสนองถาม ๏ ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย |
ว่ากษัตริย์สุริย์วงศ์ไม่สงสัย พระอย่าได้ถือความข้าสามคน จะทูลความให้แจ้งแห่งนุสนธิ์ ทั้งสามคนคู่ชีวิตเป็นมิตรกัน ได้เป็นคู่ศึกษาวิชาขยัน ข้าแข็งขันยิงธนูสู้ไพริน จะให้ถูกตรงไหนก็ได้สิ้น อยู่บ้านอินทคามทั้งสามคน เข้ายงยุทธ์ข้าก็เห็นจะเป็นผล ข้าแสนสนเท่ห์ในน้ำใจจริง หรือใช้ได้แต่ข้างเที่ยวเกี้ยวผู้หญิง จงแจ้งจริงให้กระจ่างสว่างใจฯ จึงเล่าความจะแจ้งแถลงไข ยังไม่เคยชมชิดพิสมัย |
| |
๏ จะกล่าวถึงอสุรีผีเสื้อน้ำ ได้เป็นใหญ่ในพวกปีศาจพราย ตะวันเย็นขึ้นมาเล่นทะเลกว้าง ฉวยฉนากลากฟัดกัดกุมภา แล้วเล่นน้ำดำโดดโลดทะลึ่ง เข้าใกล้ฝั่งวังวนข้างต้นไทร วิเวกแว่ววังเวงด้วยเพลงปี่ เสน่หาอาวรณ์อ่อนกำลัง แล้วลุกขึ้นเท้าแขนแหงนชะแง้ เห็นพระองค์ทรงโฉมประโลมใจ ทั้งทรวดทรงองค์เอวก็อ้อนแอ้น ถ้าแม้นได้กันกับกูเป็นคู่ครอง น้อยหรือแก้มซ้ายขวาก็น่าจูบ ทั้งลมปากเป่าปี่ไม่มีเครือ ยิ่งปั่นป่วนรวนเรเสน่ห์รัก อุตลุดผุดทะลึ่งขึ้นตึงตัง ชุลมุนหมุนกลมดังลมพัด กลับกระโดดลงน้ำเสียงต้ำโครม ครั้นถึงแท่นผาศิลาลาด ค่อยวางองค์ลงบนเตียงเคียงประคอง ๏ แสนสงสารพระอภัยใจจะขาด ๏ อสุรีผีเสื้อแสนสวาท |
อยู่ท้องถ้ำวังวนชลสาย สกนธ์กายโตใหญ่เท่าไอยรา เที่ยวอยู่กลางวารินกินมัจฉา เป็นภักษานางมารสำราญใจ เสียงโผงผึงเผ่นโผนโจนไถล พอนางได้ยินเสียงสำเนียงดัง ป่วนฤดีดาลดิ้นถวิลหวัง เข้าเกยฝั่งหาดทรายสบายใจ ชำเลืองแลหลากจิตคิดสงสัย นั่งเป่าปี่อยู่ใต้พระไทรทอง เป็นหนุ่มแน่นน่าชมประสมสอง จะประคองกอดแอบไว้แนบเนื้อ ช่างสมรูปนี่กระไรวิไลเหลือ นางผีเสื้อตาดูทั้งหูฟัง สุดจะหักวิญญาณ์เหมือนบ้าหลัง โดยกำลังโลดโผนโจนกระโจม กอดกระหวัดอุ้มองค์พระทรงโฉม กระทุ่มโถมถีบดำไปถ้ำทอง แสนสวาทเปรมปรีดิ์ไม่มีสอง ทำกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยยินดีฯ กลัวอำนาจนางยักขินีศรี เห็นภูวนาถนิ่งไปก็ใจหาย |
| |
๏ พระพลิกฟื้นตื่นสมประดีได้ แลเขม้นเห็นนางนวลละออง นิ่งพินิจพิศดูรู้ว่ายักษ์ ยิ่งชิงชังคั่งแค้นแน่นอุรา แล้วคิดกลับดับเดือดให้เหือดหาย นี่แน่นางอสุรีขินีมาร จะขอถามตามตรงจงประจักษ์ อันตัวเราเป็นมนุษย์บุรุษชาย เข้าอิงแอบแนบข้างอยู่อย่างนี้ มนุษย์ยักษ์รักกันด้วยอันใด ๏ อสุรีผีเสื้อสดับเสียง ๏ พระสุดแสนแค้นเคืองรำคาญจิต ๏ อีนางยักษ์กลับปลอบไม่ตอบโกรธ |
ในฤทัยหมกมุ่นให้ขุ่นหมอง เคียงประคองอยู่บนแท่นแผ่นศิลา ด้วยแววจักษุหายทั้งซ้ายขวา จะใคร่ด่าให้ระยำด้วยคำพาล จึงอุบายวิงวอนด้วยอ่อนหวาน ไม่ต้องการที่จะแกล้งมาแปลงกาย เจ้าเป็นยักษ์อยู่ในวนชลสาย เจ้าคิดร้ายลักพาเอามาไย หรือว่ามีข้อประสงค์ที่ตรงไหน ผิดวิสัยที่จะอยู่เป็นคู่ควรฯ เพราะสำเนียงเสนาะในฤทัยหวน มิได้คิดอินังชังน้ำหน้า พระจงโปรดเกล้าน้องอย่าหมองศรี |
| |
๏ พระเหวี่ยงวัดขัดใจมิให้ต้อง มันดื้อด้านทานทนพ้นปัญญา อะไรเจ้าเฝ้ากวนกันจู้จี้ ขอพักนอนเสียสักหน่อยถอยออกไป แล้วเอนองค์ลงบนแท่นแสนระทด โอ้สงสารป่านฉะนี้ศรีสุวรรณ พอตื่นขึ้นยามเย็นไม่เห็นพี่ ได้เห็นแต่เจ้าพราหมณ์ทั้งสามนาย นิจจาเอ๋ยเคยเห็นกันพี่น้อง อียักษ์ลักพี่ลงมาในสาคร พระนึกนึกแล้วสะอึกสะอื้นไห้ ซบพระพักตร์อยู่บนแท่นแผ่นศิลา ๏ อีนางยักษ์ฟังสะอื้นค่อยชื่นจิต ๏ พระแค้นคำซ้ำด่าอีหน้าด้าน ๏ อีนางยักษ์ควักค้อนแล้วย้อนว่า ๏ พระสุดแสนแค้นเคืองรำคาญจิต |
จนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยสองพระหัตถา จึงแกล้งว่าวิงวอนให้อ่อนใจ ข้าจะหนีหน่ายนางไปข้างไหน สบายใจจึงค่อยมาพูดจากัน โศกกำสรดซบทรงกันแสงศัลย์ อยู่ด้วยกันหลัดหลัดมาพลัดพราย จะโศกีโหยหาน่าใจหาย เขาผันผายลับตาจะอาวรณ์ มาเที่ยวท่องบุกเดินเนินสิงขร จะทุกข์ร้อนว้าเหว่อยู่เอกา ชลเนตรหลั่งไหลทั้งซ้ายขวา ทรงโศกากำสรดระทดใจฯ สำคัญคิดแว่วว่าพระปราศรัย ใครจะร่านเหมือนเช่นนี้ไม่มีถึง ส่วนร่ำด่ากระนั้นได้เขาไม่ถือ เป็นสุดคิดสุดที่จะหนีหาย |
| |
๏ อียักษ์ฟังดังได้ผ่านวิมานสวรรค์ แม้นเคลือบแคลงแหนงในพระทัยปอง แม้นโว้เว้เนรคุณพระทูนหัว ขอทุกเทพเทวัญจงบันดาล จนสุดสิ้นดินฟ้าสุธาทวีป พอให้สัตย์เสร็จคำทำฉะอ้อน ๏ พระฟังคำจำจิตพิศวาส ๏ นางผีเสื้อเมื่อได้ประสมสอง |
เกษมสันต์นบนอบตอบสนอง จงฟังน้องจะให้สัตย์ปฏิญาณ อันเป็นผัวเพื่อนรักสมัครสมาน ประหารผลาญชีวาตม์ให้ขาดรอน ไม่สิ้นชีพก็ไม่เสื่อมสโมสร ระทวยอ่อนเอนทับลงกับเพลาฯ ฝืนอารมณ์สมพาสทั้งโศกเศร้า ดังจะล่องลอยฟ้าในราศี |
| กลางไพรไก่ขันบรรเลง | ฟังเสียงเพียงเพลง | ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง | |
| ยูงทองร้องกระโต้งโห่งดัง | เพียงฆ้องกลองระฆัง | แตรสังข์สังสดาลขานเสียง | |
| กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง | พระยาลอคลอเคียง | แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง | |
| ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง | เพลินฟังวังเวง | อีเก้งเริงร้องลองเชิง | |
| ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิง | คางแข็งแรงเริง | ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง | |
| ป่าสูงยูงยางช้างโขลง | อึงคะนึงผึงโผง | โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป |
| พอสิ้นแสงสุริยาในอากาศ | ก็โอภาสจันทร์แจ่มจำรัสฉาย | |
| น้ำค้างโรยโปรยปรายกระจายพราย | พระพายชายพัดเชยรำเพยพาน | |
| เสาวคนธ์หล่นโรยมารื่นรื่น | เจ้าพลิกฟื้นวรองค์น่าสงสาร | |
| ไม่เห็นองค์มารดายุพาพาล | ยิ่งแดดาลเดือดดิ้นอยู่โดยเดียว |
| ซึ่งสัจจังที่ตั้งเมตตาจิต | มิได้คิดแสร้งเสกอุเบกษา | |
| ด้วยเลี้ยงคงคาประลัยจนใหญ่มา | ทั้งเวลากินนอนไม่ร้อนรน | |
| มันกลับขวิดคิดร้ายทำลายล้าง | ฆ่าผู้สร้างสืบสายฝ่ายกุศล | |
| เสียชีวิตก็เพราะคิดเมตตาคน | ทั้งสากลจงเห็นเป็นพยาน |