สุนทรภู่
ผู้สนับสนุน
คลิปวิดีโอ
อีการ์ด
Thailand Hotels And Resorts Reservation

 :: นิราศ ::
นิราศวัดเจ้าฟ้า

นิราศวัดเจ้าฟ้า เป็นนิราศเชิงผจญภัยที่สนุกสนานมากอีกเรื่องหนึ่ง หากเปรียบเทียบกับนิราศสุพรรณที่มีการผจญภัย เสาะหาแร่ปรอท และยาอายุวัฒนะเหมือนกันแล้ว ในความเห็นของข้าพเจ้า เรื่องนี้ท่านสุนทรภู่แต่งได้ออกรสชาติกว่ามาก ลางทีจะเป็นเพราะแต่งเป็นกลอน ซึ่งเป็นงานถนัดของท่านก็เป็นได้ สันนิษฐานกันว่า ท่านแต่งเรื่องนี้ขึ้นในราวปี พ.ศ.๒๓๗๕ ถึงแม้จะขึ้นต้นแสดงตน เป็นเณรหนูพัด แต่ด้วยสำนวนกลอน ผู้รู้ทุกท่านกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า สำนวนกลอนของท่านสุนทรภู่แท้ๆ และเนื่องจากการแสดงตนเป็นหนูพัด ท่านจึงสามารถแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกต่างๆ ได้มากกว่า ซึ่งอาจเป็นเหตุให้นิราศเรื่องนี้สนุกยิ่งขึ้นก็ได้

วัดเจ้าฟ้าอากาศฯ ในนิราศเรื่องนี้ ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า คือวัดใดในปัจจุบัน เส้นการเดินทางของท่านสุนทรภู่ เมื่อไปถึงอยุธยาแล้ว ได้แวะนมัสการหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง แล้วเลยไปวัดใหญ่ชัยมงคลเพื่อค้นหาพระปรอท ก่อนจะออกเดินเท้าไปยังวัดเจ้าฟ้าอากาศฯ ทั้งการค้นหาพระปรอท และวิธีการขุดเอายาอายุวัฒนะ แสดงให้เห็นว่า พระสุนทรภู่ต้องเรียนทางด้านอาคมไสยเวทย์มาไม่น้อย

 ๏ เณรหนูพัดหัดประดิษฐ์คิดอักษร
เป็นเรื่องความตามติดท่านบิดรกำจัดจรจากนิเวศเชตุพน
พอออกเรือเมื่อตะวันสายัณห์ย่ำละอองน้ำค้างย้อยเป็นฝอยฝน
ตะลึงเหลียวเปลี่ยวเปล่าเมื่อคราวจนไม่มีคนเกื้อหนุนกรุณา
โอ้ธานีศรีอยุธย์มนุษย์แน่นนับโกฏิแสนสาวแก่แซ่ภาษา
จะหารักสักคนพอปนยาไม่เห็นหน้านึกสะอื้นฝืนฤทัย
เสียแรงมีพี่ป้าหม่อมน้าสาวล้วนขาวขาวคำหวานน้ำตาลใส
มายามยืดจืดเปรี้ยวไปเจียวใจเหลืออาลัยลมปากจะจากจรฯ
  
๏ ถึงวัดระฆังบังคมบรมธาตุแทบพระบาทบุษบงองค์อัปสร
ไม่ทันลับกัปกัลป์พุทธันดรพระด่วนจรสู่สวรรคครรไล
ละสมบัติขัตติยาทั้งข้าบาทโอ้อนาถนึกน่าน้ำตาไหล
เป็นสูญลับนับปีแต่นี้ไปเหลืออาลัยแล้วที่พระมีคุณ
ถึงจนยากบากมาเป็นข้าบาทไม่ขัดขาดข้าวเกลือช่วยเกื้อหนุน
ทรงศรัทธากล้าหาญในการบุญโอ้พระคุณขาดยศทั้งงดงาม
แม้นตกยากพรากพลัดไปขัดข้องพัดกับน้องหนูตาบจะหาบหาม
นี่จนใจในป่าช้าพนารามสุดจะตามเสด็จได้ดังใจจง
ขออยู่บวชกรวดน้ำสุรามฤตอวยอุทิศผลผลาอานิสงส์
สนองคุณพูนสวัสดิ์ขัตติย์วงศ์เป็นรถทรงสู่สถานวิมานแมน
มีสุรางค์นางขับสำหรับกล่อมล้วนเนื้อหอมน้อมเกล้าอยู่เฝ้าแหน
เสวยรมย์โสมนัสไม่ขัดแคลนเป็นของแทนทานาฝ่าละออง
พระคุณเอ๋ยเคยทำนุอุปถัมภ์ได้อิ่มหนำค่ำเช้าไม่เศร้าหมอง
แม้นทูลลามากระนี้ทั้งพี่น้องไหนจะต้องตกยากลำบากกาย
นี่สิ้นบุญทูลกระหม่อมจึงตรอมอกต้องระหกระเหินไปน่าใจหาย
เห็นที่ปลงทรงสูญยังมูลทรายแสนเสียดายดังจะดิ้นสิ้นชีวัน
ทั้งหนูตาบกราบไหว้ร้องไห้ว่าจะคมลาลับไปในไพรสัณฑ์
เคยเวียนเฝ้าเกล้าจุกให้ทุกวันสารพันพึ่งพาไม่อนาทรฯ
  
๏ ถึงปากง่ามนามบอกบางกอกน้อยยิ่งเศร้าสร้อยทรวงน้องดังต้องศร
เหมือนน้อยทรัพย์ลับหน้านิราจรไปแรมรอนราวไพรใจรัญจวน
เคยชมเมืองเรืองระยับจะลับแล้วไปชมแถวทุ่งนาล้วนป่าสวน
เคยดูดีพี่ป้าหน้านวลนวลจะว่างเว้นเห็นล้วนแต่มอมแมม
เคยชมชื่นรื่นรสแป้งสดสะอาดจะชมหาดเห็นแต่จอกกับดอกแขม
โอ้ใจจืดมืดเหมือนเมื่อเดือนแรมไม่เยื้อนแย้มกลีบกลิ่นให้ดิ้นโดย
เสียดายดวงพวงผกามณฑาทิพย์เห็นลิบลิบแลชวนให้หวนโหย
เพราะห่วงพุ่มภุมรินไม่บินโบยจะร่วงโรยรสสิ้นกลิ่นผกาฯ
  
๏ ถึงบางพรมพรหมมีอยู่สี่พักตร์คนรู้จักแจ้งจิตทุกทิศา
ทุกวันนี้มีมนุษย์อยุธยาเป็นร้อยหน้าพันหน้ายิ่งกว่าพรหม
โอ้คิดไปใจหายเสียดายรักเหมือนเกรียกจักแจกซีกกระผีกผม
จึงเจ็บอกฟกช้ำระกำตรมเพราะลิ้นลมล่อลวงจะช่วงใช้ฯ
  
๏ ถึงบางจากน้องไม่มีที่จะจากโอ้วิบากกรรมสร้างแต่ปางไหน
เผอิญหญิงชิงชังน่าคลั่งใจจะรักใคร่เขาไม่มีปรานีเลย
ถึงบางพลูพลูใบใส่ตะบะถวายพระเพราะกำพร้านิจจาเอ๋ย
แม้นมีใครใจบุญที่คุ้นเคยจะได้เชยพลูจีบหมากดิบเจียน
นี่จนใจได้แต่ลมมาชมเล่นเปรียบเหมือนเช่นฉากฉายพอหายเหียน
แม้นเห็นรักจักได้ตามด้วยความเพียรฉีกทุเรียนหนามหนักดูสักคราวฯ
  
๏ ถึงบางอ้อคิดจะใคร่ได้ไม้อ้อทำแพนซอเสียงแจ้วเที่ยวแอ่วสาว
แต่ยังไม่เคยเชยโฉมประโลมลาวสุดจะกล่าวกล่อมปลอบให้ชอบใจ
ถึงบางซ่อนซ่อนเงื่อนไม่เยื้อนแย้มถึงหนามแหลมเหลือจะบ่งที่ตรงไหน
โอ้บางเขนเวรสร้างไว้ปางใดจึงเข็ญใจจนไม่มีที่จะรัก
เมื่อชาติหน้ามาเกิดในเลิศโลกประสิทธิโชคชอบฤทัยทั้งไตรจักร
กระจ้อยร่อยกลอยใจวิไลลักษณ์ให้สาวรักสาวกอดตลอดไปฯ
  
๏ ตลาดแก้วแล้วแต่ล้วนสวนสล้างเป็นชื่ออ้างออกนามตามวิสัย
แม้นขายแก้วแววฟ้าที่อาลัยจะซื้อใส่บนสำลีประชีรอง
ประดับเรือนเหมือนหนึ่งเพชรสำเร็จแล้วถนอมแก้วกลอยใจมิให้หมอง
ไม่เหมือนนึกตรึกตราน้ำตานองเห็นแต่น้องหนูแนบแอบอุราฯ
  
๏ ถึงวัดตั้งฝั่งสมุทรพระพุทธร้างว่าท่านวางไว้ให้คิดปริศนา
แม้นแก้ไขไม่ออกเอาที่ตอกตานึกก็น่าใคร่หัวเราะจำเพาะเป็น
จะคิดมั่งยังคำที่ร่ำบอกจะไปตอกที่ตรงไหนก็ไม่เห็น
ดูลึกซึ้งถึงจะคิดก็มิดเม้นพอยามเย็นยอแสงแฝงโพยมฯ
  
๏ ถึงวัดเขียนเหมือนหนึ่งเพียรเขียนอักษรกลกลอนกล่าวกล่อมถนอมโฉม
เดชะชักรักลักลอบปลอบประโลมขอให้โน้มน้อมจิตสนิทใน
ถึงคลองบางขวางบางศรีทองมองเขม้นไม่แลเห็นศรีทองที่ผ่องใส
แม้นทองคำธรรมดาจะพาไปนี่มิใช่ศรีทองเป็นคลองบาง
พอลมโบกโศกสวนมาหวนหอมเหมือนโศกตรอมตรึกตรองมาหมองหมาง
ถึงบางแวกแยกคลองเป็นสองทางเหมือนจืดจางใจแยกไปแตกกัน
ตลาดขวัญขวัญฉันนี้ขวัญหายใครเขาขายขวัญหรือจะซื้อขวัญ
แม้นขวัญฟ้าหน้าอ่อนเหมือนท่อนจันทน์จะรับขวัญเช้าเย็นไม่เว้นวาง
ถึงบางขวางขวางอื่นสักหมื่นแสนถึงต่างแดนดงดอนสิงขรขวาง
จะตามไปให้ถึงห้องประคองคางแต่ขัดขวางขวัญความขามระคาย
เห็นสวาทขาดทิ้งกิ่งสนัดเป็นรอยตัดต้นสวาทให้ขาดสาย
สวาทพี่นี้ก็ขาดสวาทวายแสนเสียดายสายสวาทที่ขาดลอย
เห็นรักน้ำพร่ำออกทั้งดอกผลไม่มีคนรักรักมาหักสอย
เป็นรักเปล่าเศร้าหมองเหมือนน้องน้อยเที่ยวล่องลอยเรือรักจนหนักเรือฯ
  
๏ ถึงบ้านบางธรณีแล้วพี่จ๋าแผ่นสุธาก็ไม่ไร้ไม้มะเขือ
เขากินหมูหนูพัดจะกัดเกลือไม่ถ่อเรือแหหาปลาตำแบ
ถึงปากเกร็ดเตร็ดเตร่มาเร่ร่อนเที่ยวสัญจรตามระลอกเหมือนจอกแหน
มาถึงเกร็ดเขตมอญสลอนแลลูกอ่อนแอ้อุ้มจูงพะรุงพะรัง
ดูเรือนไหนไม่เว้นเห็นลูกอ่อนไม่หยุดหย่อนอยู่ไฟจนไหม้หลัง
ไม่ยิ่งยอดปลอดเปล่าเหมือนชาววังล้วนเปล่งปลั่งปลื้มใจมาไกลตาฯ
  
๏ พอออกคลองล่องลำแม่น้ำวกเห็นนกหกเหินร่อนว่อนเวหา
กระทุงทองล่องเลื่อนค่อยเคลื่อนคลาดาษดาดอกบัวขาวคลัวเคลีย
นกกาน้ำดำปลากระสาสูงเป็นฝูงฝูงเข้าใกล้มันไปเสีย
นกยางขาวเหล่านกยางมีหางเปียล้วนตัวเมียหมดสิ้นทั้งดินแดน
ถึงเดือนไข่ไปลับแลเมืองแม่ม่ายขึ้นไข่ชายเขาโขดนับโกฏิแสน
พอบินได้ไปประเทศทุกเขตแคว้นคนทั้งแผ่นดินมิได้ไข่นกยาง
โอ้นึกหวังสังเวชประเภทสัตว์ต้องขาดขัดคู่ครองจึงหมองหมาง
เหมือนอกชายหมายมิตรคิดระคางมาอ้างว้างอาทะวาเอกากายฯ
  
๏ ถึงบ้านลาวเห็นแต่ลาวพวกชาวบ้านล้วนหูยานอย่างบ่วงเหมือนห่วงหวาย
ไม่เหมือนลาวชาวกรุงที่นุ่งลายล้วนกรีดกรายหยิบหย่งทรงสำอาง
ถึงบางพูดพูดมากคนปากหมดมีแต่ปดเป็นอันมากเขาถากถาง
พี่พูดน้อยค่อยประคิ่นลิ้นลูกคางเหมือนหญิงช่างฉอเลาะปะเหลาะชายฯ
  
๏ ถึงบางกระไนได้เห็นหน้าบรรดาพี่พวกนารีเรืออ้อยเที่ยวลอยขาย
ดูจริตติดจะงอนเป็นมอญกลายล้วนแต่งกายกันไรเหมือนไทยทำ
แต่ไม่มีกิริยาด้วยผ้าห่มกระพือลมแล้วไม่ป้องปิดของขำ
ฉันเตือนว่าผ้าแพรลงแช่น้ำอ้อยสองลำนั้นจะเอาสักเท่าไร
เขารู้ตัวหัวร่อว่าพ่อน้อยมากินอ้อยแอบแฝงแถลงไข
รู้กระนี้มิอยากบอกมิออกไยน่าเจ็บใจจะต้องจำเป็นตำราฯ
  
๏ ถึงไผ่รอบขอบเขื่อนดูเหมือนเขียนชื่อวัดเทียนถวายอยู่ฝ่ายขวา
ข้างซ้ายมือชื่อบ้านใหม่ทำไร่นานางแม่ค้าขายเต่าสาวทึมทึก
ปิดกระหมับจับกระเหม่าเข้ามินหม้อดูมอซอสีสันเป็นมันหมึก
ไม่เหมือนเหล่าชาวสวนหวนรำลึกเมื่อไม่นึกแล้วก็ใจมิใคร่ฟังฯ
  
๏ พอฟ้าคล้ำค่ำพลบเสียงกบเขียดร้องกรีดเกรียดเกรียวแซ่ดังแตรสังข์
เหมือนเสียงฆ้องกลองโหมประโคมวังไม่เห็นฝั่งฟั่นเฟือนด้วยเดือนแรม
ลำภูรายชายตลิ่งล้วนหิ่งห้อยสว่างพรอยแพร่งพรายขึ้นปลายแขม
อร่ามเรืองเหลืองงามวามวามแวมกระจ่างแจ่มจับน้ำเห็นลำเรือฯ
  
๏ ถึงย่านขวางบางทะแยงเป็นแขวงทุ่งดูเวิ้งวุ้งหว่างละแวกล้วนแฝกเฝือ
เห็นไรไรไม้พุ่มครุมครุมเครือเหมือนรูปเสือสิงโตรูปโคควาย
ท่านบิดรสอนหนูให้รู้ว่ามันผินหน้าออกนั้นกันฉิบหาย
แม้นปากมันผันเข้าข้างเจ้านายจะล้มตายพรายพลัดเร่งตัดรอน
จารึกไว้ให้เป็นทานทุกบ้านช่องฉันกับน้องนี้ได้จำเอาคำสอน
ดึกกำดัดสัตว์หลับประทับนอนที่วัดมอญเชิงรากริมปากคลอง
ต้นไทรครึ้มงึ้มเงียบเซียบสงัดพระพายพัดแผ้วผ่าวหนาวสยอง
เป็นป่าช้าอาวาสปีศาจคะนองฉันพี่น้องมิได้คลาดบาทบิดา
ท่านนอนหลับตรับเสียงสำเนียงเงียบเย็นยะเยียบเยือกสยองพองเกศา
เสียงผีผิวหวิวโหวยโหยวิญญาณ์ภาวนาหนาวนิ่งไม่ติงกาย
บรรดาศิษย์บิดรที่นอนนอกผีมันหลอกลากปล้ำพลิกคว่ำหงาย
ลุกขึ้นบอกกลอกกลัวทุกตัวนายมันสาดทรายกรวดโปรยเสียงโกรยกราว
ขึ้นสั่นไทรไหวยวบเสียงสวบสาบเป็นเงาวาบหัวหกเห็นอกขาว
หนูกลั่นกล้าคว้าได้รากไทรยาวูหมายว่าสาวผมผีร้องนี่แน
พอพระตื่นฟื้นกายค่อยคลายจิตบรรดาศิษย์ล้อมข้างไม่ห่างแห
ท่านห่มดองครองเคร่งไม่เล็งแลขึ้นบกแต่องค์เดียวดูเปลี่ยวใจ
สำรวมเรียบเลียบรอบขอบป่าช้าภาวนาตามสงฆ์ไม่หลงใหล
เห็นศพฝังบังสุกุลส่งบุญไปเห็นแสงไฟรางรางสว่างเวียน
ระงับเงียบเซียบเสียงสำเนียงสงัดปฏิพัทธ์พุทธคุณค่อยอุ่นเศียร
บรรดาศิษย์คิดกล้าต่างหาเทียนจำเริญเรียนรุกขมูลพูนศรัทธา
อสุภธรรมกรรมฐานประหารเหตุหวนสังเวชว่าชีวังจะสังขาร์
อันอินทรีย์วิบัติอนัตตาที่ป่าช้านี่แลเหมือนกับเรือนตาย
กลับหายกลัวมัวเมาไม่เข้าบ้านพระนิพพานเพิ่มพูนเพียงสูญหาย
อันรูปเหมือนเรือนโรคให้โศกสบายแล้วต่างตายตามกันไปมั่นคง
ค่อยคิดเห็นเย็นเยียบไม่เกรียบกริบประสานสิบนิ้วนั่งดังประสงค์
พยายามตามจริตท่านบิตุรงค์สำรวมทรงศีลธรรมที่จำเจน
ประจงจดบทบาทค่อยยาตรย่างประพฤติอย่างโยคามหาเถร
ประทับทุกรุกรอบขอบพระเมรุจนพระเณรในอารามตื่นจามไอ
ออกจงกรมสมณาสมาโทษร่มนิโรธน้องไม่เสื่อมที่เลื่อมใส
แผ่กุศลจนจบทั้งภพไตรจากพระไทรแสงทองผ่องโพยมฯ
  
๏ เลยบางหลวงล่วงทางมากลางแจ้งถึงบ้านกระแชงหุงจันหันฉันผักโหม
ยังถือมั่นขันตีนี้ประโลมถึงรูปโฉมพาหลงไม่งงงวย
พอเสียงฆ้องกองแซ่เขาแห่นาคผู้หญิงมากมอญเก่าสาวสาวสวย
ร้องลำนำรำฟ้อนอ่อนระทวยพากันช่วยเขาแห่ได้แลดู
ถือขันตีทีนั้นก็ขันแตกทั้งศีลแทรกสูดออกกระบอกหู
ฉันนี้เคราะห์เพราะนางห่มสีชมพูพาความรู้แพ้รักประจักษ์จริง
แค้นด้วยใจนัยนานิจจาเอ๋ยกระไรเลยแล่นไปอยู่กับผู้หญิง
ท่านบิดาว่ามันติดกว่าปลิดปลิงถูกจริงจริงจึงจดเป็นบทกลอนฯ
  
๏ ถึงต้องง้าวหลาวแหลนสักแสนเล่มให้ติดเต็มตัวฉุดพอหลุดถอน
แต่ต้องตาพาใจอาลัยวรณ์สุดจะถอนทิ้งขว้างเสียกลางคัน
ทั้งหนูกลั่นนั้นคะนองจะลองทิ้งบอกให้หญิงรำรับขยับหัน
ถ้าทิ้งถูกลูกละบาทประกาศกันเขารับทันเราก็ให้ใบละเฟื้อง
นางน้อยน้อยพลอยสนุกลุกขึ้นพร้อมงามละม่อมมีแต่สาวล้วนขาวเหลือง
ใส่จริตกรีดกรายชายชำเลืองขยับเยื้องยิ้มแย้มแฉล้มลอย
ต่างหมายมุ่งตุ้งติ้งทิ้งหมากดิบเขาฉวยฉิบเฉยหน้าไม่ราถอย
ไม่มีถูกลูกดิ่งทั้งทิ้งทอยพวกเพื่อนพลอยทิ้งบ้างห่างเป็นวา
ฉันลอบลองสองลูกถูกจำหนับถูกปุ่มปับปากกรีดหวีดผวา
ร้องอยู่แล้วแก้วพี่มานี่นาพวกมอญฮาโห่แห่ออกแซ่ไปฯ
  
๏ พอเลยนาคบากข้ามถึงสามโคกเป็นคำโลกสมมติสุดสงสัย
ถามบิดาว่าผู้เฒ่าท่านกล่าวไว้ว่าท้าวไทพระอู่ทองเธอกองทรัพย์
หวังจะไว้ให้ประชาเป็นค่าจ้างด้วยจะสร้างบ้านเมืองเครื่องประดับ
พอห่ากินสิ้นบุญไปสูญลับทองก็กลับกลายสิ้นเป็นดินแดง
จึงที่นี่มีนามชื่อสามโคกเป็นคำโลกสมมติสุดแถลง
ครั้งพระโกศโปรดปรานประทานแปลงที่ตำแหน่งมอญมาสามิภักดิ์
ชื่อปทุมธานีที่เสด็จเดือนสิบเบ็ดบัวออกทั้งดอกฝัก
มารับส่งตรงนี้ที่สำนักพระยาพิทักษ์ทวยหาญผ่านพารา
ได้รู้เรื่องเมืองปทุมค่อยชุ่มชื่นดูภูมิพื้นวัดบ้านขนานหน้า
เห็นพวกชายฝ่ายมอญแต่ก่อนมาล้วนสักขาเขียนหมึกจารึกพุง
ฝ่ายสาวสาวเกล้ามวยสวยสะอาดแต่ขยาดอยู่ว่านุ่งผ้าถุง
ทั้งห่มผ้าตาหรี่เหมือนสีรุ้งทั้งผ้านุ่งนั้นก็อ้อมลงกรอมตีน
เมื่อยกเท้าก้าวย่างสว่างแวบเหมือนฟ้าแลบแลผาดแทบขาดศีล
นี่หากเห็นเป็นเด็กแม้นเจ๊กจีนเจียนจะปีนซุ่มซ่ามไปตามนาง
ชาวบ้านนั้นปั้นอีเลิ้งใส่เพิงพะกระโถนกระทะอ่างโอ่งกระโถงกระถาง
เขาวานน้องร้องถามไปตามทางว่าบางขวางหรือไม่ขวางพี่นางมอญ
เขาเบือนหน้าว่าไม่รู้ดูเถิดเจ้าจงถามเขาคนข้างหลังที่นั่งสอน
ไม่ตอบปากบากหน้านาวาจรคารมมอญมิใช่เบาเหมือนชาวเมืองฯ
  
๏ ถึงบ้านงิ้วงิ้วต้นแต่พ้นหนามไม่งอกงามเหมือนแม่งิ้วที่ผิวเหลือง
เมื่อแลพบหลบพักตร์ลักชำเลืองดูปลดเปลื้องเปล่งปลั่งกำลังโลม
มาลับนวลหวนให้เห็นไม้งิ้วเสียดายผิวพักตร์ผ่องจะหมองโฉม
เพราะเสียรักหนักหน่วงน่าทรวงโทรมใครจะโลมเลียมรสช่วยชดเจือฯ
  
๏ ถึงโพแตงคิดถึงแตงที่แจ้งจักดูน่ารักรสชาติประหลาดเหลือ
แม้นลอยฟ้ามาเดี๋ยวนี้ที่ในเรือจะฉีกเนื้อนั่งกลืนให้ชื่นใจฯ
  
๏ ถึงเกาะหาดราชครามรำรามรกเห็นนกหกหากินบินไสว
เขาถากถางกว้างยาวทั้งลาวไทยทำนาไร่ร้านผักรั้วฟักแฟง
สุดละเมาะเกาะกว้างสว่างโว่งแลตะโล่งลิบเนตรทุกเขตแขวง
เห็นควันไฟไหม้ป่าจับฟ้าแดงฝูงนกแร้งร่อนตัวเท่าถั่วดำ
โอ้เช่นนี้มีคู่มาดูด้วยจะชื่นช่วยชมชิมได้อิ่มหนำ
มายามเย็นเห็นแต่ของที่น้องทำเหลือจะรำลึกโฉมประโลมลานฯ
  
๏ ถึงด่านทางบางไทรไขว่เฉลวเห็นไพร่เลวหลายคนอยู่บนด่าน
ตุ้งก่าตั้งนั่งชักควักน้ำตาลคอยว่าขานขู่คนลงค้นเรือ
ไม่เห็นของต้องห้ามก็ลามขอมะละกอกุ้งแห้งแตงมะเขือ
ขอส้มสูกจุกจิกทั้งพริกเกลือจนชาวเรือเหลือระอาด่าในใจ
แต่ลำเราเขาไม่ค้นมาพ้นด่านดูภูมิฐานทิวชลาพฤกษาไสว
ถึงอารามนามอ้างวัดบางไทรต้นไทรใหญ่อยู่ที่นั่นน้องวันทา
เทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์สถิตพุ่มเพราะเคยอุ้มอุณรุทสมอุษา
ใคร่น่าจูบรูปร่างเหมือนนางฟ้าช่วยอุ้มพามาให้เถิดจะเชิดชม
ถนอมแนบแอบอุ้มนุ่มนุ่มนิ่มได้แย้มยิ้มจวนจิตสนิทสนม
นอนเอนหลังนั่งเล่นเย็นเย็นลมชมพนมแนวไม้รำไรราย
ดูเหย้าเรือนเหมือนเขียนเตียนตลิบเห็นลิบลิบแลไปจิตใจหาย
เขาปลูกผักฟักถั่วจูงวัวควายชมสบายบอกแจ้งตำแหน่งนามฯ
  
๏ ถึงเกาะเกิดเกิดสวัสดิ์พิพัฒน์ผลอย่าเกิดคนติเตียนเป็นเสี้ยนหนาม
ให้เกิดลาภราบเรียบเงียบเงียบงามเหมือนหนึ่งนามเกาะเกิดประเสริฐทรง
ถึงเกาะพระไม่เห็นพระปะแต่เกาะแต่ชื่อเพราะชื่อพระสละหลง
พระของน้องนี้ก็นั่งมาทั้งองค์ทั้งพระสงฆ์เกาะพระมาประชุม
ขอคุณพระอนุเคราะห์ทั้งเกาะพระให้เปิดปะตรุทองสักสองขุม
คงจะมีพี่ป้ามาชุมนุมฉะอ้อนอุ้มแอบอุราเป็นอาจิณฯ
  
๏ ถึงเกาะเรียงเคียงคลองเป็นสองแยกป่าละแวกวังราชประพาสสินธุ์
ได้นางห้ามงามพร้อมชื่อหม่อมอินจึงตั้งถิ่นที่เพราะเสนาะนาม
หวังถวิลอินน้องละอองเอี่ยมแสนเสงี่ยมงามพร้อมเหมือนหม่อมห้าม
จะหายศอตส่าห์พยายามคงจะงามพักตร์พร้อมเหมือนหม่อมอิน
อาลัยน้องตรองตรึกรำลึกถึงหวังจะพึ่งผูกจิตคิดถวิล
เวลาเย็นเห็นนกวิหคบินไปที่ถิ่นทำรังปะนังนอน
บ้างแนบคู่ชูคอเข้าซ้อแซ้เสียงจอแจโจนจับสลับสลอน
บ้างคลอเข้าเคล้าเคียงประเอียงอรเอาปากป้อนปีกปกอกประคอง
ที่ไร้คู่อยู่เปลี่ยวเที่ยวเดี่ยวโดดไม่เต้นโลดแลเหงาเหมือนเศร้าหมอง
ลูกน้อยน้อยคอยแม่ชะแง้มองเหมือนอกน้องตาบน้อยกลอยฤทัย
มาตามติดบิดากำพร้าแม่สุดจะแลเหลียวหาที่อาศัย
เห็นลูกนกอกน้องนี้หมองใจที่ฝากไข้ฝากผีไม่มีเลย
ถึงเกาะเรียนเรียนรักก็หนักอกแสนวิตกเต็มตรองเจียวน้องเอ๋ย
เมื่อเรียนกันจนจบถึงกบเกยไม่ยากเลยเรียนได้ดังใจจง
แต่เรียนรักรักนักก็มักหน่ายรักละม้ายมิได้ชมสมประสงค์
ยิ่งรักมากพากเพียรยิ่งเวียนวงมีแต่หลงลมลวงน่าทรวงโทรมฯ
  
๏ มาถึงวัดพนังเชิงเทิงถนัดว่าเป็นวัดเจ้าฟ้าพระกลาโหม
ผนังก่อย่อมุมเป็นซุ้มโคมลอยโพยมเยี่ยมฟ้านภาลัย
มีศาลาท่าน้ำดูฉ่ำชื่นร่มระรื่นรุกขาน่าอาศัย
บิดาพร่ำร่ำเล่าให้เข้าใจว่าพระใหญ่อย่างเยี่ยงที่เสี่ยงทาย
ถ้าบ้านเมืองเคืองเข็ญจะเป็นเหตุก็อาเพศพังหลุดทรุดสลาย
แม้พาราผาสุกสนุกสบายพระพักตร์พรายเพราพริ้มดูอิ่มองค์
แต่เจ็กย่านบ้านนั้นก็นับถือร้องเรียกชื่อว่าพระเจ้าปูนเถาก๋ง
ด้วยบนบานการได้ดังใจจงฉลององค์พุทธคุณกรุณัง
แล้วก็ว่าถ้าใครน้ำใจบาปจะเข้ากราบเกรงจะทับต้องกลับหลัง
ตรงหน้าท่าสาชลเป็นวนวังดูพลั่งพลั่งพลุ่งเชี่ยวน่าเสียวใจ
เข้าจอดเรือเหนือหน้าศาลาวัดโสมนัสน้องไม่เสื่อมที่เลื่อมใส
ขึ้นเดินเดียวเที่ยวหาสุมาลัยจำเพาะได้ดอกโศกที่โคกนา
กับดอกรักหักเด็ดได้เจ็ดดอกพอใส่จอกจัดแจงแบ่งบุปผา
ให้กลั่นมั่งทั้งบุนนาคเพื่อนยากมาท่านบิดาดีใจกระไรเลย
ว่าโศกรักมักร้ายต้องพรายพลัดถวายวัดเสียถูกแล้วลูกเอ๋ย
แล้วห่มดองครองงามเหมือนตามเคยลีลาเลยเลียบตะพานขึ้นลานทราย
โอ้รินรินกลิ่นพิกุลมาฉุนชื่นหอมแก้วรื่นเรณูไม่รู้หาย
หอมจำปาหน้าโบสถ์สาโรชรายดอกกระจายแจ่มกลีบดังจีบเจียน
ดูกุฎีวิหารสะอ้านสะอาดรุกขชาติพุ่มไสวเหมือนไม้เขียน
ดูภูมิพื้นรื่นราบด้วยปราบเตียนแล้วเดินเวียนทักษิณพระชินวร
ได้สามรอบชอบธรรมท่านนำน้องเข้าในห้องเห็นพระเจ้าเท่าสิงขร
ต่างจุดธูปเทียนถวายขจายจรท่านบิดรได้ประกาศว่าชาตินี้
ทั้งรูปชั่วตัวดำทั้งต่ำศักดิ์ถวายรักไว้กับศีลพระชินสีห์
ต่อเมื่อไรใครรักมาภักดีจะอารีรักตอบด้วยขอบคุณ
แต่หนูกลั่นนั้นว่าจะหาสาวที่เล็บยาวโง้งโง้งเหมือนโก่งกระสุน
ทั้งเนื้อหอมกล่อมเกลี้ยงเพียงพิกุลกอดให้อุ่นอ่อนก็ว่าไม่น่าฟัง
ฉันกับน้องมองแลดูแต่พระสาธุสะสูงกว่าฝาผนัง
แต่พระเพลาเท่าป้อมที่ล้อมวังสำรวมนั่งปลั่งเปล่งเพ่งพินิจ
ตัวของหนูดูจิ๋วเท่านิ้วพระหัตถ์โตถนัดหนักนักจึงศักดิ์สิทธิ์
ศิโรราบกราบก้มบังคมคิดรำพึงพิษฐานในใจจินดา
ขอเดชะพระกุศลที่ปรนนิบัติที่หนูพัดพิศวาสพระศาสนา
มาเคารพพบพุทธปฏิมาเป็นมหาอัศจรรย์ในสันดาน
ขอผลาอานิสงส์จงสำเร็จสรรเพชญ์พ้นหลงในสงสาร
แม้นยังไม่ถึงที่พระนิฤพานขอสำราญราคีอย่าบีฑา
จะพากเพียรเรียนวิสัยแต่ไตรเพทให้วิเศษแสนเอกทั้งเลขผา
แม้นรักใครให้คนนั้นกรุณาชนมายืนเท่าเขาพระเมรุ
ขอรู้ทำคำแปลแก้วิมุติเหมือนพระพุทธโฆษามหาเถร
มีกำลังดังมาฆะสามเณรรู้จัดเจนแจ้งจบทั้งภพไตร
อนึ่งเล่าเจ้านายที่หมายพึ่งให้ทราบซึ่งสุจริตพิสมัย
อย่าหลงลิ้นหินชาติขาดอาลัยน้ำพระทัยทูลเกล้าให้ยาวยืน
แล้วลาพระปฏิมาลีลาล่องเข้าในคลองสวนพลูค่อยชูชื่น
ชมแต่ไม้ไผ่พุ่มดูชุ่มชื้นหอมระรื่นลำดวนรัญจวนใจ
โอ้ยามนี้มิได้พบน้ำอบสดมาเชยรสบุปผาน้ำตาไหล
ยิ่งเสียวทรวงง่วงเหงาเศร้าฤทัยมาเหงื่อไคลคล่ำตัวต้องมัวมอม
นิจจาเอ๋ยเคยบำรุงผ้านุ่งห่มเคยอบรมร่ำกลิ่นไม่สิ้นหอม
เหมือนหายยศหมดรักมาปลักปลอมจนซูบผอมผิวคล้ำระกำใจ
จึงมาหายาอายุวัฒนะตามได้ปะลายแทงแถลงไข
เข้าลำคลองล่องเรือมาเหลือไกลถึงวัดใหญ่ชายทุ่งดูวุ้งเวิ้งฯ
  
๏ พระเจดีย์ที่ยังอยู่ดูตระหง่านเป็นประธานทิวทุ่งดูสูงเทิ่ง
ต้นโพธิ์ไทรไผ่พุ่มเป็นซุ้มเซิงขึ้นรอบเชิงชั้นล่างข้างเจดีย์
เสียดายนักหักทรุดชำรุดร้างใครจะสร้างสูงเกินจำเริญศรี
ท่านบิดาว่าถึงให้ใหญ่กว่านี้ก็ไม่มีผู้ใดว่าใหญ่โต
ผู้หญิงย่านบ้านเราชาวบางกอกเขาอมกลอกกลืนพระเสียอะโข
แต่พระเจ้าเสาชิงช้าที่ท่าโพธิ์ก็เต็มโตชาววังเขายังกลืน
ฉันกลัวบาปกราบพระอย่าปะพบไม่ขอคบคนโขมดที่โหดหืน
พอฟ้าคลุ้มพุ่มพฤกษ์ดูครึกครื้นเงาทะมึนมืดพยับอับโพยม
พายุฝนอนธการสะท้านทุ่งเป็นฝุ่นฟุ้งฟ้าฮือกระพือโหม
น้ำค้างชะประเปรยเชยชโลมท่านจุดโคมขึ้นอารามต้องตามไป
เที่ยวหลีกรกวกวนอยู่จนดึกเห็นพุ่มพฤกษ์โพธิ์ทองที่ผ่องใส
ตักน้ำผึ้งครึ่งจอกกับดอกไม้จุดเทียนใหญ่อย่างตำราบูชาเชิญ
หวังจะปะพระปรอทที่ยอดยิ่งคะนึงนิ่งนึกรำพันสรรเสริญ
สำรวมเรียนเทียนอร่ามงามจำเริญจนดึกเกินไก่ขันหวั่นวิญญาณ์
ทั้งเทียนดับศัพท์เสียงสำเนียงเงียบเย็นยะเยียบน้ำค่างพร่างพฤกษา
เห็นแวววับลับลงตรงนัยนาปรอทมาสูบซึ่งน้ำผึ้งรวง
ครั้นคลำได้ในกลางคืนก็ลื่นหลุดต้องจัดจุดธูปเทียนเวียนบวงสรวง
ประกายพรึกดึกเด่นขึ้นเห็นดวงดังโคมช่วงโชติกว่าบรรดาดาว
จักจั่นแจ้วแว่วหวีดจังหรีดหริ่งปี่แก้วตริ่งตรับเสียงสำเนียงหนาว
ยิ่งเย็นฉ่ำน้ำค้างลงพร่างพราวพระพายผ่าวพัดไหวทุกใบโพธิ์ฯ
  
๏ พอรุ่งแรกแปลกกลิ่นระรินรื่นโอ้หอมชื่นช่อมะกอกดอกโสน
เหมือนอบน้ำร่ำผ้าประสาโซสะอื้นโอ้อารมณ์ระทมทวี
หวังจะปะพระปรอทที่ปลอดโปร่งทั้งสามองค์เอามาไว้ก็ไพล่หนี
เชิญพระธาตุราธนาทุกราตรีอาบวารีทิพรสหมดมลทิน
ที่ธุระปรอทเป็นปลอดเปล่ายังดูเลาลายแทงแสวงถวิล
ท่านนอนอ่านลานใหญ่ฉันได้ยินว่ายากินรูปงามอร่ามเรือง
แม้นฟันหักจักงอกผมหงอกหายแก่กลับกลายหนุ่มเนื้อนั้นเรื่อเหลือง
ตะวันออกบอกแจ้งเป็นแขวงเมืองท่านจัดเครื่องครบครันทั้งจันทน์จวง
กับหนูกลั่นจันมากบุนนาคหนุ่มสักสิบทุ่มเดินมุ่งออกทุ่งหลวง
มาตาลายปลายคลองถึงหนองพลวงแต่ล้วนสวงสาหร่ายเห็นควายนอน
นึกว่าผีตีฆ้องป่องป่องโห่มันผุดโผล่พลุ่งโครมถีบโถมถอน
เถาสาหร่ายควายกลุ้มตะลุมบอนว่าผีหลอนหลบพัลวันเวียน
พอเสียงร้องมองดูจึงรู้แจ้งเดินแสวงหาวัดฉวัดเฉวียน
พอเช้าตรู่ดูทางมากลางเตียนถึงป่าเกรียนเกรียวแซ่จอแจจริงฯ
  
๏ กระจาบจับนับหมื่นดูดื่นดาษเหมือนตลาดเหลือหูเพราะผู้หญิง
เหมือนโกรธขึ้งหึงหวงด้วยช่วงชิงชุมจริงจริงจิกโจดกระโดดโจน
จนต้นไม้ใบงอกออกไม่รอดดูกรองกรอดเกรียมกร่องกรองกรอยโกร๋น
ลมกระทั่งรังกระจาบระยาบโยนตัวมันโหนหวงคู่คอยขู่คน
บ้างคาบแขมแซมรังเหมือนดังสานสอดชำนาญเหน็บฝอยเหมือนสร้อยสน
จิกสะบัดจัดแจงสอดแซงซนเปรียบเหมือนคนช่างสะดึงรู้ตรึงตรอง
โอ้ว่าอกนกยังมีรังอยู่ได้เคียงคู่ค่ำเช้าไม่เศร้าหมอง
แม้นร่วมเรือนเหมือนหนึ่งนกกกประคองแต่สักห้องหนึ่งก็เห็นจะเย็นใจ
จนพ้นป่ามาถึงโป่งห้วยโข่งคุดมันหมกมุดเหมือนเขาแจ้งแถลงไข
เห็นตาลโดดโขดคุ่มกับพุ่มไม้มีทิวไผ่พงรายเหมือนลายแทง
ท่านหลีกลัดตัดทางไปกลางทุ่งตั้งแต่รุ่งไปจนแดดก็แผดแสง
ได้พักเพลเอนนอนพอผ่อนแรงต่ออ่อนแสงสุริยาจึงคลาไคล
แต่แรกดูครู่หนึ่งจะถึงที่เหมือนถอยหนีห่างเหินเดินไม่ไหว
เหมือนเรื่องรักชักชิดสนิทในมากลับไกลเกรงกระดากต้องลากจูงฯ
  
๏ พอเย็นจวนด่วนเดินขึ้นเนินโขดถึงตาลโดดดินพูนเป็นมูลสูง
เที่ยวเลียบชมลมเย็นเห็นนกยูงเป็นฝูงฝูงฟ้อนหางที่กลางทราย
ทำกรีดปีกหลีกเลี่ยงเข้าเคียงคู่คอยแฝงดูดังระบำรำถวาย
กระหวัดวาดยาตรเยื้องชำเลืองกรายเหมือนละม้ายหม่อมละครเมื่อฟ้อนรำ
โอ้เคยเห็นเล่นงานสำราญรื่นได้แช่มชื่นเชยชมที่คมขำ
มาห่างแหแลลับจับระบำเห็นแต่รำแพนนกน่าอกตรม
ออกตรูไล่ไปสิ้นขึ้นบินว่อนแฉลบร่อนเรียงตามดูงามสม
เห็นเซิงไทรไผ่โพธิ์ตะโกพนมระรื่นร่มรุกขชาติดาษเดียร
พิกุลออกดอกหอมพะยอมย้อยนกน้อยน้อยจิกจับเหมือนกับเขียน
ในเขตแคว้นแสนสะอาดดังกวาดเตียนตลิบเลี่ยนลมพัดอยู่อัตรา
สารภีที่ริมโบสถ์สาโรชร่วงมีผึ้งรวงรังสิงกิ่งพฤกษา
รสเร้าเสาวคนธ์สุมณฑาภุมราร่อนร้องละอองนวล
โอ้บุปผาสารภีส่าหรีรื่นเป็นที่ชื่นเชยถนอมด้วยหอมหวน
เห็นมาลาอาลัยใจรัญจวนเหมือนจะชวนเชษฐาน้ำตากระเด็นฯ
  
๏ โอ้ยามนี้ที่ตรงนึกรำลึกถึงมาเหมือนหนึ่งใจจิตที่คิดเห็น
จะคลอเคียงเรียงตามเมื่อยามเย็นเที่ยวเลียบเล่นแลเพลินจำเริญตา
โบสถ์วิหารฐานบัทม์ยังมีมั่งเชิงผนังหนาแน่นด้วยแผ่นผา
สงสารสุดพุทธรัตน์ปฏิมาพระศิลาแลดูเป็นบูราณ
อุโบสถหมดหลังคาฝาผนังพระเจ้านั่งอยู่แต่องค์น่าสงสาร
ด้วยเรื้อร้างสร้างสมมานมนานแต่โบราณเรื่องพระเจ้าตะเภาทอง
มาเที่ยวเล่นเห็นหินบนดินโขดเดี่ยวสันโดษดังสำลีไม่มีหมอง
จึงจัดช่างสร้างอารามตามทำนองทรงจำลองลายหัตถ์เป็นปฏิมา
รูปพระเจ้าเท่าองค์แล้วทรงสาปให้อยู่ตราบศักราชพระศาสนา
พอฤๅษีสี่องค์เหาะตรงมาถวายยาอายุวัฒนะ
เธอไม่อยู่รู้ว่าหลงในสงสารซ้ำให้ทานแท่งยาอุตสาหะ
ใส่ตุ่มทองรองไว้ที่ใต้พระใครพบปะเปิดได้เอาไปกิน
ช่วยสร้างโบสถ์โขดเขื่อนให้เหมือนเก่านามนั้นเขาเขียนแจ้งที่แท่งหิน
วัดเจ้าฟ้าอากาศนาถนรินทร์ให้ทราบสิ้นสืบสายเพราะลายแทง
เป็นตำรามาแต่เหนือท่านเชื่อถือดูหนังสือเสาะหาอุตส่าห์แสวง
มาพบปะจะได้ขุดก็สุดแรงด้วยดินแข็งเขาประมูลด้วยปูนเพชร
ถึงสิ่วขวานผลาญพะเนินไม่เยินยู่เห็นเหลือรู้ที่จะทำให้สำเร็จ
แต่จะต้องลองตำรากาลเม็ดเผื่อจะเสร็จสมถวิลได้กินยาฯ
  
๏ พอเย็นรอนดอนสูงดูทุ่งกว้างวิเวกวางเวงจิตทุกทิศา
ลิงโลดเหลียวเปลี่ยวใจนัยนาเห็นแต่ฟ้าแฝกแขมขึ้นแซมแซง
ดูกว้างขวางว่างโว่งตะโล่งลิ่วไม่เห็นทิวที่สังเกตในเขตแขวง
สุริยนสนธยาท้องฟ้าแดงยิ่งโรยแรงรอนรอนอ่อนกำลัง
โอ้แลดูสุริยงจะลงลับมิใคร่จะดับดวงได้อาลัยหลัง
สลดแสงแฝงรถเข้าบดบังเหมือนจะสั่งโลกาให้อาลัย
แต่คนเราชาววังทั้งทวีปมาเร็วรีบร้างมิตรพิสมัย
ไม่รอรั้งสั่งสวาทประหวาดใจโอ้อาลัยแลลับวับวิญญาณ์
ยิ่งเย็นฉ่ำน้ำค้างว่างวิเวกเป็นหมอกเมฆมืดมิดทุกทิศา
แสนแสบท้องต้องเก็บตะโกนานึกระอาออกนามเมื่อยามโซ
ทั้งหนูกลั่นจันมากบุนนาคน้อยช่วยกันสอยเก็บหักไว้อักโข
พอเคี้ยวฝาดชาติชั่วตัวตะโกแต่ยามโซแสบท้องก็ต้องกลืน
พิกุลต้นผลห่ามอร่ามต้นครั้นกินผลพาเลี่ยนให้เหียนหืน
ชั่งฝาดเฝื่อนเหมือนจะตายต้องคายคืนทั้งขมขื่นแค้นคอไม่ขอกิน
ท่านบิดรสอนสั่งให้ตั้งจิตโปรดประสิทธิ์สิกขารักษาศิล
เข้าร่มพระมหาโพธิบนโขดดินระรื่นกลิ่นกลางคืนค่อยชื่นใจ
เหมือนกลิ่นกลั่นจันทน์เจือในเนื้อหอมแนบถนอมสนิทจิตพิสมัย
เสมอหมอนอ่อนอุ่นละมุนละไมมาจำไกลกลอยสวาทอนาถนอนฯ
  
๏ โอ้ยามนี้มิได้เชยเหมือนเคยชื่นทุกค่ำคืนขาดประทิ่นกลิ่นอัปสร
หอมพิกุลฉุนใจอาลัยวอนพิกุลร่อนร่วงหล่นลงบนทรวง
ยิ่งเสียวเสียวเฉียวฉุนพิกุลหอมเคยถนอมเสน่ห์หมายไม่หายหวง
โอ้ดอกแก้วแววฟ้าสุดาดวงมิหล่นร่วงลงมาเลยใคร่เชยชิม
เย็นระเรื่อยเฉื่อยฉ่ำด้วยน้ำค้างลงพร่างพร่างพรายพร้อยย้อยหยิมหยิม
ยิ่งฟั่นเฟือนเหมือนสมรมานอนริมให้เหงาหงิมง่วงเงียบเซียบสำเนียง
เสนาะดังจังหรีดวะหวีดแว่วเสียงแจ้วแจ้วจักจั่นสนั่นเสียง
เสียงหริ่งหริ่งกิ่งไทรเรไรเรียงเสียวสำเนียงนอนแลเห็นแต่ดาว
จนดึกดื่นรื่นเรื่อยเฉื่อยเฉื่อยฉิวหนาวดอกงิ้วงิ้วต้นให้คนหนาว
แม้นงิ้วงามนามงิ้วเล็บนิ้วยาวจะอุ่นราวนวมแนบนั่งแอบอิง
ทั้งสี่นายหมายว่ากินยาแล้วจะผ่องแผ้วพากันเที่ยวเกี้ยวผู้หญิง
เดชะยาน่ารักประจักษ์จริงขอให้วิ่งตามฉาวทั้งด้าวแดน
นากนั้นว่าอายุอยู่ร้อยหมื่นจะได้ชื่นชมสาวสักราวแสน
ไม่รู้หมดรสชาติไม่ขาดแคลนฉันอายแทนที่ครวญถึงนวลนาง
ทั้งหนูกลั่นนั้นว่าเมื่อเรือล่องกลับจะแวะรับนางสิบสองไม่หมองหมาง
แม่เอวอ่อนมอญรำล้วนสำอางจะขวางขวางไปอย่างไรคงได้ดู
สมเพชเพื่อนเหมือนหนึ่งบ้าประสาหนุ่มแต่ล้วนลุ่มหลงเหลือจนเบื่อหู
จนพระเมินเดินเวียนถือเทียนชูเที่ยวส่องดูสีมาบรรดามี
ที่ผุพังยังแต่ตรุบรรจุธาตุขาวสะอาดอรหัตจำรัสศรี
อาราธนามาไว้สิ้นด้วยยินดีอัญชลีแล้วก็นั่งระวังภัย
น้ำค้างพรมลมเรื่อยเฉื่อยเฉื่อยฉิวใบโพธิ์ปลิวแพลงพลิกริกริกไหว
บ้างร่วงหล่นวนว่อนร่อนไรไรด้วยแสงไฟรางรางสว่างตาฯ
  
๏ จนดึกดื่นรื่นรมลมสงัดดึกกำดัดดาวสว่างพร่างพฤกษา
เหมือนเสียงโห่โร่หูข้างบูรพากฤษฎาได้ฤกษ์เบิกพระไทร
สายสิญจน์วงลงยันต์กันปีศาจธงกระดาษปักปลิวหวิวหวิวไหว
ข้าวสารทรายปรายปราบกำราบไปปักเทียนชัยฉัตรเฉลิมแล้วเจิมจันทน์
จุดเทียนน้อยร้อยแปดนั้นปักรอบล้อมเป็นขอบเขตเหมือนหนึ่งเขื่อนขัณฑ์
มนต์มหาวาหุดีพิธีกรรม์แก้อาถรรพณ์ถอนฤทธิ์ที่ปิดบัง
แล้วโรยหินดินดำคว่ำหอยโข่งจะเปิดโป่งปูนเพชรเป็นเคล็ดขลัง
พอปักธงลงดินได้ยินดังสำเนียงตังตึงเปรี้ยงแซ่เสียงคน
ข้างเทียนดับกลับกลัวให้มัวมืดพยุฮึดฮือมาเป็นห่าฝน
ถูกลูกเห็บเจ็บแสบแปลบสกนธ์เหลือจะทนทานลมลงก้มกราน
เสียงเกรียวกราววาววามโพลงพลามพลุ่งสะเทือนทุ่งที่บนโขดโบสถ์วิหาร
กิ่งโพธิ์โผงโกร่งกร่างลงกลางลานสาดข้าวสารกรากกรากไม่อยากฟัง
ทั้งฟ้าร้องก้องกึกพิลึกลั่นอินทรีย์สั่นซบฟุบเหมือนทุบหลัง
สติสิ้นวิญญาณ์ละล้าละลังสู่ภวังค์วุบวับเหมือนหลับไป
เป็นวิบัติอัศจรรย์มหันตเหตุให้อาเพศเพื่อจะห้ามตามวิสัย
ทั้งพระพลอยม่อยหลับระงับไปแสงอุทัยรุ่งขึ้นจึงฟื้นกาย
เที่ยวหาย่ามตามหาทั้งผ้าห่มมันตามลมลอยไปข้างไหนหาย
ไม่พบเห็นเป็นน่าระอาอายจนเบี่ยงบ่ายบิดาจะคลาไคล
ท่านห่มดองครองผ้าอุกาพระคารวะวันทาอัชฌาสัย
ถวายวัดตัดตำราไม่อาลัยขออภัยพุทธรัตน์ปฏิมา
เหมือนรู้ความยามโศกด้วยโรคร้ายจึงตามลายลัดแลงแสวงหา
จะใคร่เห็นเช่นเขาบอกดอกจึงมามีตำราแล้วก็ต้องทดลองดู
ไม่รื้อร้างง้างงัดไม่คัดขุดเป็นแต่จุดเทียนเบิกฤกษ์ราหู
ขอคุณพรตทศธรรมช่วยค้ำชูไม่เรียนรู้รูปงามไม่ตามลาย
มาเห็นฤทธิ์กฤษฎาอานุภาพก็เข็ดหลาบลมพาตำราหาย
ได้กรวดน้ำคว่ำขันจนวันตายให้ภูตพรายไพรโขมดที่โขดดิน
ทั้งเจ้าทุ่งกรุงทวาเทพารักษ์ซึ่งพิทักษ์ที่พระยาคูหาหิน
พระเจ้าฟ้าอากาศนาถนรินทร์ซึ่งสร้างถิ่นที่วัดพระปฏิมา
จงพ้นทุกข์สุโขอโหสิไปจุติตามชาติปรารถนา
ทั้งเซิงไทรไผ่โพธิ์ตะโกนาฉันขอลาแล้วเจ้าคะหม่อมตะโก
ถึงแก่งอมหอมกลิ่นยังกินฝาดแต่คราวขาดคิดรักเสียอักโข
ทั้งพิกุลฉุนกลิ่นจงภิญโญเสียดายโอ้อางขนางจะห่างไกล
ออกเดินทุ่งมุ่งหมายพอบ่ายคล้อยไม่ตามรอยแรกมาหญ้าไสว
จนจวนค่ำย่ำเย็นเห็นไรไรสังเกตไม้หมายทางมากลางคืน
ต้องบุกรกวกหลงลุยพงแฝกอุตส่าห์แหวกแขมคาสู้ฝ่าฝืน
มาตามลายหมายจะลุอายุยืนผ้าห่มผืนหนึ่งไม่ติดอนิจจัง
เจ้าหนูกลั่นนั้นว่าเคราะห์เสียเพราะหอมเหมือนทิ้งหม่อมเสียทีเดียวเดินเหลียวหลัง
จะรีบไปให้ถึงเรือเหลือกำลังครั้นหยุดนั่งหนาวใจจำไคลคลา
จนรุ่งรางทางเฟื่อนไม่เหมือนเก่าต้องเดินเดาดั้นดัดจนขัดขา
จนเที่ยงจึงถึงเรือเหลือระอาอายตามาตาแก้วที่แจวเรือ
เขาหัวเราะเยาะว่าสาธุสะเครื่องอัฏฐะที่เอาไปช่างไม่เหลือ
พอมืดมนฝนคลุ้มลงครุมเครือให้ออกเรือรีบล่องออกท้องคุ้ง
จะเลยตรงลงไปวัดก็ขัดข้องไม่มีของขบฉันจังหันหุง
ไปพึ่งบุญคุณพระยารักษากรุงท่านบำรุงรักพระไม่ละเมิน
ทั้งเพลเช้าคาวหวานสำราญรื่นต่างชุ่มชื่นชวนกันสรรเสริญ
ทั้งสูงศักดิ์รักใคร่ให้เจริญอายุเกินกัปกัลป์พุทธันดร
ให้ครองกรุงฟุ้งเฟื่องเปรื่องปรากฏเกียรติยศอยู่ตลอดอย่าถอดถอน
ท่านอารีมีใจอาลัยวอนถึงจากจรใจจิตยังคิดคุณ
มาทีไรได้นิมนต์ปรนนิบัติสารพัดแผ่เผื่อช่วยเกื้อหนุน
ต่างชื่นช่วยอวยกุศลผลบุญสนองคุณเจ้าพระยารักษากรุงฯ
  
๏ เมื่อกราบลาคลาเคลื่อนออกเลื่อนล่องเห็นหน้าน้องนามหุ่นนั่งชุนถุง
ทั้งผัดหน้าทาขมิ้นส่งกลิ่นฟุ้งบำรุบำรุงรูปงามอร่ามเรือง
ที่แพรายหลายนางสำอางโฉมงามประโลมเปล่งปลั่งอลั่งเหลือง
ขมิ้นเอ๋ยเคยใช้แต่ในเมืองมาฟุ้งเฟืองฝ่ายเหนือทั้งเรือแพ
พวกโพงพางนางแม่ค้าขายปลาเต่าจับกระเหม่ามิได้เหลือชั้นเรือแห
จะล่องลับกลับไปอาลัยแลมาถึงแพเสียงนกแก้วแจ้วเจรจา
เจ้าของขาวสาวสอนชะอ้อนพลอดแวะมาจอดแพนี้ก่อนพี่จ๋า
น่ารับขวัญฉันนี่ร้องว่าน้องลาก็เลยว่าสาวกอดฉอดฉอดไปฯ
  
๏ โอ้นกเอ๋ยเคยบ้างหรืออย่างพลอดนางสาวสาวเขาจะกอดให้ที่ไหน
แต่น้องมีพี่ป้าที่อาลัยท่านยังไม่ช่วยกอดแกล้งทอดทิ้ง
นึกก็พลอยน้อยใจถึงไม่กอดหนาวก็ทอดเตาไว้ก่อไฟผิง
ไม่เรียกเป็นเช่นนกแก้วแล้วจริงจริงจะสู้นิ่งหนาวทนอยู่คนเดียว
ได้เด็ดรักหักใจมาในน้ำถึงพบลำสาวแส้ไม่แลเหลียว
ประหลาดเหลือเรือวิ่งจริงจริงเจียวมาคืนเดียวก็ได้หยุดถึงอยุธยา
จึงจดหมายรายเรื่องที่เคืองเข็ญไปเที่ยวเล่นลายแทงแสวงหา
เห็นสิ่งไรในจังหวัดรัถยาได้จดมาเหมือนหนึ่งมีแผนที่ไว้
ไม่อ่อนหวานขานเพราะเสนาะโสตด้วยอายโอษฐ์มิได้อ้างถึงนางไหน
ที่เขามีที่จากฝากอาลัยได้ร่ำไรเรื่องหญิงจึงพริ้งเพราะ
นี่กล่าวแกล้งแต่งเล่นเพราะเป็นม่ายเที่ยวเร่ขายคอนเรือมะเขือเปราะ
คิดคะนึงถึงตัวน่าหัวเราะเกือบกะเทาะหน้าแว่นแสนเสียดายฯ
  
๏ นารีใดไร้รักอย่าหนักหน่วงจะโรยร่วงรกเรี้ยวแห้งเหี่ยวหาย
ที่เมตตาอยู่ก็อยากจะฝากกายอย่าหมิ่นชายเชิญตรึกให้ลึกซึ้ง
เหมือนภุมรินบินหาซึ่งสาโรชถึงร้อยโยชน์แย้มกลิ่นคงบินถึง
แต่ดอกไม้ไทท้าวในดาวดึงษ์ไม่พ้นซึ่งพวกหมู่แมลงภู่ชม
เช่นกระต่ายกายสิทธิ์นั้นผิดเพื่อนขึ้นแต้มเดือนได้จนชิดสนิทสนม
เสน่หาอาลัยใจนิยมจะใคร่ชมเช่นกระต่ายไม่วายตรอม
แต่เกรงเหมือนเดือนแรมไม่แจ่มแจ้งสุดจะแฝงฝากเงาเฝ้าถนอม
ขอเดชะจะได้พึ่งให้ถึงจอมขอให้น้อมโน้มสวาทอย่าคลาดคลา
ไม่เคลื่อนคลายหน่ายแหนงจะแฝงเฝ้าให้เหมือนเงาตามติดขนิษฐา
ทุกค่ำคืนชื่นชุ่มพุ่มผกามิให้แก้วแววตาอนาทร
มณฑาทิพย์กลีบบานตระการกลิ่นภุมรินหรือจะร้างห่างเกสร
จงทราบความตามใจอาลัยวอนเดชะกลอนกล่าวปลอบให้ตอบคำ
จะคอยฟังดังคอยสอยสวาทแม้นเหมือนมาดหมายจะชิมให้อิ่มหนำ
ถ้าครั้งนี้มิได้เยื้อนยังเอื้อนอำจะต้องคร่ำคร่าเปล่าแล้วเราเอยฯ
ภาพพื้นหลัง

ภาพพื้นหลัง Powerpoint เทมเพลท
ภาพเคลื่อนไหว
eXTReMe Tracker   Copyright © 2004 Toursabuy.com - Reproduction without permission prohibited. Web Designer and Web Programmer Contact to webmaster